What is certificate

Certificate IT หรือ IT Certificate คืออะไร 

....

....

Certificate IT หรือ IT Certificate คือประกาศนียบัตรของ Product ทางด้านไอที ไม่ว่าจะเป็น Software หรือ Hardware ซึ่งมีอยู่หลาย Product และ Certificate จะเป็นสิ่งรับรองว่าบุคคลผู้นี้ เป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญใน Product นั้นๆ และสามารถทำงานที่เกี่ยวข้องกับ Product นั้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความเป็นมืออาชีพสามารถที่จะดูแลและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ Product นั้นๆได้ดีเยี่ยม

เราสามารถแบ่ง Certificate ออกเป็นประเภทต่างๆได้มากมาย ในที่นี้ขอแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่

1)Vendor-specific certifications ( ใบประกาศนียบัตรของเจ้าของผลิตภัณฑ์โดยตรง) เช่น Apple Inc. , Avaya , Cisco Systems , Brocade  ,Citrix Systems ,Hewlett-Packard , Dell , IBM , Juniper , Microsoft Corporation, เป็นต้นครับ

2) Third-party and vendor-neutral certifications ( ใบประกาศนียบัตรขององค์กรณ์หรือสถาบันที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของผลิตภัณฑ์ทางอ้อมไม่ได้อิงผลิตภณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งโดยตรง ) เช่น

SCIPP ,MigrationX,The BSD Certification Group Inc. Basic Computer Literacy Certification, CompTIA (Computing Technology Industry Association) ,(ISC)² sponsors the CISSP, Linux Professional Institute , เป็นต้น

3) General certification ( ใบประกาศนียบัตรทั่วๆไป ขององค์กรณ์หรือสถาบันต่างๆ ) เช่น IEEE Computer Society, IET, BCS เป็นต้น

ดูตัวอย่างวีดีโอการสอนอธิบายเกี่ยวกับ Cert.IT ได้ด้านล่างนะครับ

 

ความจำเป็นในการสอบ Certificate  IT ในเมืองไทย 
                
ในช่วงระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ต้นปี 2552 ผมมักจะถูกถามคำถามเกี่ยวกับการสอบ Certificate IT ในเมืองไทย ว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด ปัจจุบันปี 2557 คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่ามันจำเป็นมาก เนื่องจากปี 2558 จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economics Community – AEC) ผมจึงถือโอกาสนี้รวบรวมคำถามที่มักจะถูกถามบ่อยๆ มาบอกเล่าในรูปแบบของการถาม - ตอบ ดังนี้นะครับ

จำเป็นต้องสอบ Certificate IT หรือไม่

ตอบ   การสอบ Cert. IT นั้น ปัจจุบันปี 2557 ถือว่ามีความจำเป็นอย่างมาก ซึ่งเหตุผลของแต่ละท่านก็แตกต่างกันไป โดยเราสามารถแบ่งกลุ่มผู้ที่จะสอบ Cert. ออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 7 กลุ่มด้วยกัน และในแต่ละกลุ่มก็มักจะให้เหตุผลที่ใกล้เคียงกัน ดังนี้ 
1. กลุ่มนักศึกษาสาย IT ไม่ว่าจะเป็นคณะวิทยาศาสตร์ ,คณะวิศวกรรมศาสตร์หรือคณะเทคโนโลยีสารสนเทศโดยตรง ชั้นปี 3 และ ปี 4
ในบางมหาวิทยาลัย สามารถนำใบ Cert.IT ไปใช้ในการยื่นจบการศึกษาได้

2. กลุ่มผู้ที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย มักจะให้เหตุผลว่า เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการสมัครงาน เพราะปัจจุบันบริษัทชั้นนำส่วนใหญ่ที่ต้องการรับสมัครพนักงานด้าน IT มักจะระบุคุณสมบัติว่า ถ้ามี Cert. CCNA ,MCSE,RHCE เป็นต้น จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ดังนั้น การมี Cert. IT จึงเท่ากับเป็นใบเบิกทางในการถูกเรียกตัวไปสัมภาษณ์งาน ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่จะได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นพนักงานในบริษัทนั้นมากขึ้นตามไปด้วย

3. กลุ่มผู้ที่ทำงานมาสักระยะหนึ่ง มีประสบการณ์ทำงาน 1-3 ปี มักจะให้เหตุผลว่า ใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อเลื่อนตำแหน่งงาน , เพื่อการขอปรับอัตราเงินเดือน , เพื่อต้องการเปลี่ยนงานใหม่ไม่ว่าจะเป็นการย้ายไปหน่วยงานใหม่ที่อยู่ภายในบริษัทเดียวกัน หรือย้ายไปบริษัทอื่นที่มีผลตอบแทนดีกว่าบริษัทเดิม เหล่านี้เป็นต้น และนอกจากนี้ในปัจจุบันหลายๆ บริษัทมีการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษสำหรับผู้ที่มีใบ Cert. IT ซึ่งอัตราค่า Cert. ก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทนั้นๆ

4. กลุ่มผู้ที่ทำงานมาหลายปีแล้ว หรือมีตำแหน่งเป็นระดับหัวหน้างาน มักจะให้เหตุผลว่า ใช้เพื่อ “เขียนเสือให้วัวกลัวหรือตัดไม้ข่มนาม” กล่าวคือเมื่อมี Cert. แล้วผู้ใต้บังคับบัญชาจะได้รู้ว่า ผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้างานของตนนั้น เป็นผู้มีความรู้ความสามารถเช่นกัน เพราะมีหลักฐานคือใบ Cert. เป็นสิ่งยืนยัน เมื่อมีการสั่งงานก็จะต้องปฏิบัติตาม และอีกเหตุผลหนึ่งสำหรับผู้ที่ทำงานมานานคือ เมื่อมีน้องๆ พนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานมีใบ Cert. มาแล้ว แต่ตนเองซึ่งเป็นหัวหน้างานหรือเป็นผู้บังคับบัญชาตามสายงาน กลับไม่มี Cert. ก็เริ่มอยู่ลำบาก เพราะมีสิทธิ์ที่จะถูกน้องๆ “เกทับ” หรือไม่เชื่อฟังเวลาสั่งงาน ในปัจจุบันหัวหน้างานในแต่ละบริษัท ล้วนมี Cert. IT ระดับ Pro ขึ้นไปทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง เช่น CCNP หรือ CCIE เป็นต้น

5. สำหรับบริษัทที่ทำธุรกิจด้าน IT ก็ย่อมต้องการพนักงานที่มี Cert. IT โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการยืนยันว่าพนักงานของบริษัทเป็นพนักงานมืออาชีพ มีความรู้ ความสามารถ และนอกจากนี้แล้ว บางบริษัทยังจำเป็นต้องใช้ Cert. ในการประมูลงานหรือ Support ลูกค้า หรือแม้แต่การสมัครเป็น partner ของเจ้าของ product ก็ยังต้องใช้ Cert. เพื่อประกอบการสมัครอีกด้วย ยกตัวอย่าง บริษัทที่ต้องการเป็นคู่ค้ากับทาง CISCO และ Microsoft ก็ต้องมีจำนวนของพนักงานที่มี Cert. ของ CISCO และ Microsoft ตามจำนวนที่กำหนดไว้ เป็นต้น

6. สำหรับอาจารย์ที่สอนในมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาต่างๆ ก็จำเป็นต้องสอบ Cert. IT โดยให้เหตุผลว่า ต้องการจะทำเพื่อเป็น “ตัวอย่าง” แก่ลูกศิษย์ และนอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มทักษะ ความรู้ให้แก่ตัวเองให้เทียบเท่ากับระดับสากล เพื่อที่จะสามารถแนะนำแนวทางให้กับลูกศิษย์ได้ดีอีกด้วยครับ

7. สำหรับพนักงานฝ่ายการตลาด หรือฝ่ายขาย ก็จำเป็นต้องสอบ Cert. โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นสิ่งรับรองให้แก่ตนเอง ว่าเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในสินค้าที่จำหน่ายอยู่อย่างแท้จริง เวลาตอบคำถามหรือให้คำแนะนำแก่ลูกค้า จะได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์กับลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงแค่เหตุผลบางส่วนเท่านั้นนะครับ อาจจะมีกลุ่มอื่นๆอีกที่ไม่ได้กล่าวไว้ในที่นี้นะครับ

IT Certifications ตัวไหนที่น่าสนใจบ้าง

ตอบ  ในเมืองไทยมี Cert. IT หลายตัวที่น่าสนใจ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าปัจจุบันผู้ที่ต้องการสอบ Cert.ทำงานด้านไหน หรือในอนาคต ต้องการที่จะทำงานด้านไหน  แต่ขอแนะนำว่าสำหรับผู้ที่เริ่มต้นสอบ Cert. ตัวแรกที่ควรจะมี คือ CCNA ของค่าย Cisco หรือ Network + ของค่าย  Comptia  หรือ  MCSE ของค่าย Microsoft  หรือ Linux + ของค่าย  Comptia  เหล่านี้เป็นต้น    ผมขอยกตัวอย่าง  10 อันดับของ Cert. IT ที่น่าสนใจมีดังนี้

1: MCITP  2: MCTS  3: Security+  4: MCPD  5: CCNA  6: A+

7: PMP  8: MCSE/MCSA  9: CISSP  10: Linux+

แหล่งข้อมูลอ้างอิงตาม link ด้านล่างนะครับ 
 The Industry's 10 Best IT Certifications
http://www.globalknowledge.com/training/generic.asp?pageid=2252
http://blogs.zdnet.com/BTL/?p=11189

แต่นี่เป็นเพียงแค่บางส่วนนะครับ  ในส่วนตัวแล้ว Cert. ที่ผมอยากแนะนำเพิ่มเติม เช่น  RHCE , CCNP ,VMWARE ,CWNP,CISM, GIAC, CEH เป็นต้น

จะเตรียมตัวอย่างไรเพื่อสอบ Cert. IT

ตอบ  การเตรียมตัวสอบ Cert. IT นั้น ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมของแต่ละท่านซึ่งจะไม่เท่ากัน บางคนถ้ามีระยะเวลาในการเตรียมตัวนาน สามารถศึกษาด้วยตนเองได้ โดยการอ่านหนังสือและดูแนวข้อสอบฝึกฝนปฏิบัติ ยิ่งถ้ามีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับ Cert. ที่จะสอบอยู่แล้ว ก็จะดีมาก โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปีในการเตรียมตัว (แล้วแต่ความสามารถเฉพาะบุคคล) แต่ถ้าหากถูกจำกัดด้วยเรื่องของเวลา หรือไม่มีประสบการณ์ด้าน IT มาก่อนเลย ขอแนะนำว่าควรเข้ารับการอบรมกับศูนย์อบรมต่างๆจะดีกว่ามาก แต่ผู้เข้าอบรมก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนไปอบรมควรอ่านและเตรียมจดคำถามที่สงสัยไว้ล่วงหน้า เพื่อที่จะได้ซักถามกับวิทยากรเมื่อไปอบรม เมื่ออบรมเสร็จแล้ว สามารถเตรียมตัวสอบได้ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ถึง 3 เดือน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้อบรม ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์อบรม Jodoi Training Center ก็เป็นอีกศูนย์หนึ่งที่น่าสนใจครับ 
สรุปการเตรียมตัวในการสอบ Cert.IT มีหลายวิธีดังนี้ 
1) ศึกษาด้วยตนเอง ด้วยการ อ่านหนังสือ จาก TEXT Book หรือหนังสือคู่มือการสอบ Cert. IT ต่างๆ
2) ศึกษาจากการเรียน Online หรือ E-Learning ต่างๆ หรือศึกษา บน youtube และ google 
3) ศึกษาจากสถาบันที่จัดอบรมโดยตรง 
4) ศึกษาจากบุคคลที่รับสอนและติวเพื่อสอบ Cert. IT
5) อื่นๆ เช่น จากเพื่อนหรือรุ่นพี่

จะสอบ  Cert. IT ได้ที่ใหนบ้าง

ตอบ สำหรับศูนย์สอบ Cert. IT นั้นในเมืองไทยขอแนะนำอยู่ 2 ค่ายใหญ่ๆ นะครับ คือของ Pearson VUE และ Prometric ซึ่งจะมีบริษัทที่เป็นศูนย์สอบในเมืองไทยอยู่หลายแห่ง ยกตัวอย่างเช่น Jodoi Testing Center ซึ่งเป็นตัวแทนของค่าย Pearson VUE และสามารถจัดสอบ Cert. IT ได้ ในการจองสอบผู้สมัครสอบจะติดต่อที่ศูนย์สอบโดยตรงหรือสามารถดำเนินการจองเองผ่านทาง website ก็ได้ โดยตรวจสอบรายชื่อวิชาที่ต้องการจะสอบได้จาก link ของทั้ง 2 ค่าย (ดูจากด้านล่างนะครับ)
http://www.vue.com/programs/
http://www.prometric.com/

หลังจากที่สอบผ่านแล้วการขอรับใบ Cert. IT จะต้องทำอย่างไร

ตอบ  ปกติหลังจากที่สอบผ่านแล้วจะได้รับใบผลสอบเบื้องต้นจากศูนย์สอบ และจะมี e-mail แสดงความยินดีจากเจ้าของ Product ตามมาภายหลัง ภายในระยะเวลา 1-7 วัน ควรจะได้รับ e-mail โดยใน e-mail จะมีการบอกขั้นตอนต่างๆไว้  ซึ่งขั้นตอนส่วนใหญ่จะคล้ายๆกัน โดยครั้งแรก จะมีการจัดส่งให้ฟรีเป็น Hard Copy พร้อมบัตรประจำตัว ขึ้นอยู่กับเจ้าของผลิตภัณฑ์ ดังนั้นในการใส่ที่อยู่เพื่อจัดส่งใบ Cert. IT จะต้องตรวจสอบให้ถูกต้องและสถานที่ที่ต้องการให้จัดส่ง ควรมีบุคคลอยู่ประจำเพื่อคอยเซ็นรับเอกสารใบ Cert. ด้วย เพราะถ้ามีคนมาส่งเอกสารแล้วไม่มีผู้เซ็นรับ เอกสารจะถูกตีกลับไปยังศูนย์สอบที่ต่างประเทศ และหากต้องการขอใบ Cert. ใหม่จะต้องเสียค่าจัดส่งนะครับ เพราะเคยมีกรณีที่ไม่ได้รับใบ Cert. IT เกิดขึ้นแล้ว 

สุดท้ายขอสรุปว่าแนวโน้มการสอบ Cert.IT จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ผู้ที่สอบก่อนจะได้เปรียบ หลายคนตื่นตัวมาก แต่ในขณะที่หลายๆคนยังนิ่งนอนใจ สำหรับผู้ที่สนใจสอบ Cert.CCNA ดู Step การได้ Cert.CCNA ได้จากตัวอย่างวีดีโอด้านล่างนะครับ


หวังว่าบทความนี้คงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ

Mr.Jodoi ( อาจารย์เกรียงศักดิ์ นามโคตร ( อ.ดอย) )

More About us

"Jodoi The Best IT in Thailand" ศูนย์ฝึกอบรม Network และ IT เป็นบริษัทที่เป็นศูนย์อบรม และจัดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ ระบบ Network และไอทีครบวงจร อันดับ 1 ของเมืองไทย

Jodoi Training Center

Facebook

นายเกรียงศักดิ์ นามโคตร (อาจารย์ดอย) ผู้ก่อตั้งบริษัท โจดอย ไอทีแอนด์เซอร์วิส จำกัด เจ้าของแบนด์โจดอย (JODOI) และเจ้าของสโลแกน " โจดอยทำได้ คุณก็ต้องทำได้ " รูัจัก อาจารย์ดอยมากขึ้น more

 

Contact Us

Mr. Kriangsak namkot
Mobile:081-9165773
E-mail:jodoi@jodoi.com